แง่มๆ หยิบไม้กวาดขึ้นมาทำความสะอาดบล็อคหลังจากทิ้งร้างจนบรรดาฝุ่นเข้ามาเทคโอเวอร์เป็นเจ้าของแทนเรามานาน แสนนาน - -"
ฟิคเรื่องนี้เป็นผลพลอยได้หลังจากที่เราบังคับให้เพื่อนผู้แสนดีที่หลงกลมาเที่ยวบ้านเรานั่งดูเราเล่น KHI+KHIIจนจบไป
หลายรอบ ดูไปดูมา ผสมกับการฟังเราพล่ามเรื่องKhมาเกือบปี ในที่สุดเราก็ไซโคมันสำเร็จ เหอๆ
วันหนึ่งเมื่อเพื่อนผู้แสนดีของเราเกิดหลงผิดเปรยๆขึ้นมาว่าอยากจะแต่งฟิค เราก็รีบสนันสนุน อาศัยการให้กำลังใจ
ส่งรูปไปกระตุ้นตัญหา+กับการขู่เข็ญเล็ๆน้อยๆ ฟิคนี้ก็คลอดออกมาจนได้
อ่านจบแล้วก็อย่าลืมเม้นให้กำลังใจเพื่อนเราด้วยน้า เค้าจะได้มีกำลังใจเขียน(และเราจะได้อ่านฟิคอีกเยอะๆ หุหุหุ)
Title : Paopu fruit exchange
Author : Perfecrzeal
Pairing : RikuxSora
***************************
“A paupu is a fruit, that when two people share it, their destinies become intertwined, and they will remind
apart of each other's lives, no matter what.”
นี่ๆ...เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับตำนานของผล paupu ไหม??
ฉันได้ยินว่า มันคือผลไม้ที่ทำให้คนสองคนได้อยู่ด้วยกันตลอดไป โชคชะตาจะผูกพันคนที่แบ่ง
ผลนี้แก่กันละกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เธอไม่เชื่อหรือ? ฉันเชื่อนะ
เชื่อว่า หลายคนที่อยากจะมีคนที่ร่วมทานผลไม้นี้ด้วยกัน
เชื่อว่า หลายคนที่มีคนที่อยากจะแบ่งผลนี้ให้แล้ว
และก็เชื่อว่า หลายคนที่ไม่รู้ว่าจะแบ่งผลนี้ให้ใคร
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลนั่งฟังเหล่าเด็กผู้หญิงคุยกันอย่างสนุกปากเกี่ยวกับผลไม้นี้
ในห้องเรียนแล้วลอบถอนหายใจ ตั้งแต่ที่เขาอยู่ที่ Destiny Island มา ก็ได้ยินเรื่องพรรค์นี้
มาค่อนข้างหนาหูอยู่ โดยเฉพาะตำนานเกี่ยวกับผลไม้ที่ชื่อว่า paupu อะไรนั่น
“พวกเธอเชื่อเกี่ยวกับของพรรค์นี้ด้วยเหรอ?” โซระเอ่ยถามไคริซึ่งเป็นคนที่นั่งอยู่กลางวง
และท่าทางจะเป็นคนที่เริ่มต้นบทสนทนาเหล่านั้น
“แน่นอน...นายไม่เชื่อเหรอโซระ?”
“ก็ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่มันพิสูจน์ไม่ได้นี่...” เด็กหนุ่มส่ายหัวคลอนไปมา
“แต่เธอวาดอะไรไว้ที่ในถ้ำใน...”
“ว้าก!” โซระตะโกนลั่นพร้อมกับยกมือปิดปากช่างพูดเสีย
“หยุด หยุด และหยุดสิ่งที่เธอกำลังจะพูดเดี๋ยวนี้นะไคริ!!”
“อะไรๆ?”
“โซระเขียนอะไร?”
“ถ้ำไหน??”
ทุกคนถามเซ็งแซ่จนโซระไม่รู้จะตอบอะไร เขาตกเป็นเป้าสนทนาของทุกคนในห้องไปเสียแล้ว
ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครคนหนึ่งนั่งอารมณ์บูดอยู่ที่ข้างหลัง
ปัง!!
เสียงปิดประตูดังลั่นก่อนที่ร่างสูงจะเดินออกไปข้างนอก โซระปล่อยมือจากไคริและวิ่งตามออกไปในทันที
ไม่รู้ว่าเพื่อนรักของเขาไปกินรัง Heartless ที่ไหนมาอีก
“แล้ววาดมาได้ว่าเอาผลนั่นให้ฉัน เฮ้อ...โซระนะโซระ นายนี่มันเหลือเกินจริงๆ” เด็กสาวบ่นอุบก่อนที่
จะดึงความสนใจของเพื่อนๆ กลับมาที่เธอ ไม่ให้หนุ่มทั้งสองต้องเป็นหัวข้อสนทนามากไปกว่านี้
“ริคุ! ริคุว้อย! นายหยุดก่อนสิวะ!!” โซระร้องเรียกพร้อมกับวิ่งตามริคุที่เพียงแค่เดิน (ขามันยาว)
ก็เร็วกว่าอยู่แล้วเป็นเท่าตัว
ชายหนุ่มเดินไปอย่างไม่สนใจ หย่อนตัวลงนั่งบนขอนไม้ที่ประจำของเขา หันหน้าออกไปทางทะเลโดย
ไม่ฟังเสียงบ่นกับเสียงหอบของคนช่างโวยวาย ผมสีเงินสลวยปลิวไปตามแรงลมทะเลที่พัดเข้ามา คลื่น
สีขาวซัดสาดหาดทรายสวย แต่คนข้างหลังไม่ค่อยจะพิสมัยกับทิวทัศน์ตรงหน้าเท่าใดนัก นัยน์ตาสี
น้ำตาลจ้องมองบุรุษที่นั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมหาดอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
คนอะไรฟะ?! ถือว่าตัวเองขายาวแล้วก็ก้าวเอาๆ ก็รู้อยู่ว่าฉันขาสั้นกว่านายมันเยอะก็ยังไม่ลดสปีด
เหนื่อยว้อย!!
โซระเริ่มเลิกบ่น(และก่นด่า) เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ฟังเอาเสียเลย เอาแต่ทอดสายตามองไปไกล
ในทะเลจนเหมือนกับว่าเขาถูกเมินอย่างนั้นแหละ แต่ก็ป่วยการที่จะพูดอะไร ริคุโมโหอะไรอยู่ก็ไม่รู้
เขาก็ทำได้แต่นั่งมองชายหนุ่มอย่างงอนๆ จิ้ม...
จิ้ม จิ้ม...
จิ้ม จิ้ม จิ้ม จิ้ม จิ้ม จิ้ม...
ป้าบ!!!!!!!!!!!
“โอ๊ย! นี่มันเจ็บนะ!!” ริคุอุทธรณ์ เป็นคำแรกที่พูดขึ้นหลังจากเดินออกมาจากกลุ่มเพื่อน หลังจากที่
โซระทนไม่ไหวแล้วเปลี่ยนจากการจิ้มแขนธรรมดาเป็นฟาดซะ
“เกินไปแล้วนะริคุ! ถ้านายจะหาเรื่องก็มาต่อยกันเลยดีกว่า” โซระตะโกนอย่างเหลืออด คนช่างเงียบ
ก็นั่งเป็นตอไม้ทื่อๆ ชวนให้เขารู้สึกผิดกับความผิดที่...จะว่าไม่ได้ก่อก็ไม่ใช่ ก่อเองก็ไม่เชิง ก็ริคุโกรธ
อะไรก็ยังไม่รู้พอจิ้มๆแขนให้รู้ว่าเขามีตัวตนนั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่สนใจช่วยหันมาสนใจหน่อยสิคร้าบ
คุณนักเรียนดีเด่น!
“อะไร? เย็นแล้ว เด็กๆ รีบกลับบ้านซะ เดี๋ยวจะเจอหมาป่าระหว่างทางจะหาว่าไม่เตือน”
(Perfectzeal : ใคร? หมาป่า? แกน่ะแหละหมาป่า ฮ่วย!)
“ไม่เด็กแล้ว นี่ๆๆๆ เห็นมั้ย มีคีย์เบลดแล้ว” โซระดื้อดึง เรียกคีย์เบลดมาแกว่งให้ริคุดูต่อหน้า
“...” ริคุไม่ตอบคำ หันกลับไปมองทะเลตามเดิม ไม่ได้สังเกตว่าแก้มของโซระนั้นป่องขึ้นมา
เรื่อยๆ ตามอารมณ์ของเจ้าของ
ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!
ปึ้ก! ปึ้ก!(เสียงป้าบเป็นเสียงเอามือตี เสียงปึ้กเป็นเสียงเอาคีย์เบลดทุบ)
“อะไรอีกเล่า?! เป็นเด็กเป็นเล็กก็กลับบ้านไป!” ริคุโวยไล่หลังจากที่จอมก่อกวนยังไม่หยุด
“คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก ไม่เด็กแล้วโว้ย!!! โตแล้ว เห็นมั้ย?! อ๊ะ! อย่านะ อย่าคิดจะเงียบไปอีก
ฉันไม่ยอมหรอกพอตอนอยู่ที่โลกนั้นก็เงียบเป็นเป่าสากพอกลับมาก็เหลือแต่เสียงเป่าขวดอะไร
กันนักกันหนาวะ?!?!”
“ไม่เกี่ยวกับนาย”
สำเร็จ คำพูดเดียวโซระถึงกับเงียบ เลิกโวยวายขึ้นมาทันที ร่างสูงก็ชะงักไปเมื่อคนข้างๆหยุดลง
พอหันไปมองก็เห็นว่าอีกฝ่ายคอตก ก้มหน้าลงเงียบๆ จึงรู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง
“โซระ... ฉัน...”
โครม!
“โอ๊ย!!!” ดอกที่สาม วันนี้โดนไปกี่ทีแล้วเนี่ย?
“ไม่เกี่ยวงั้นเหรอ?! นายรู้จักฉันน้อยไปแล้วเฟ้ย! ไอ้บ้า!” โซระโวยหนักขึ้นกว่าเดิม กระโดดลงมา
ทับริคุที่โดนยันตกจากขอนไม้ที่นั่งอยู่ไปบนพื้นทราย แล้วเริ่มกระทำการอุกอาจ(?)ขึ้นทันที
“โซระ! นายคิดจะทำอะไร?! หยุดนะ!! โซระ!!!!!!!!” ริคุร้อง โซระค้นกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง
แถมยังทำท่าจะถอดเสื้อเขาออกมาสะบัดๆ เสียด้วย
“ก็นายมีความลับมากมายหนักกบาลนัก ฉันก็เลยว่าจะล้วงความลับนั้นออกมาหน่อย” เด็กหนุ่มไม่ยี่หระ
ต่อการขัดขืนของคนตัวสูงกว่าเบื้องล่าง ตั้งหน้าตั้งตาจะถอดเสื้อริคุออกมาให้ได้
(Perfectzeal : แง่ม...ตัวเท่าลูกหมาจะทำท่าปล้ำเขาแล้วเหรอลูก?) โซระดิ้นไปดิ้นมาบนตัวของริคุ
ดื้อแพ่งอย่างไร้เหตุผล จนกระทั่ง...
“ริคุ? อะไรแข็งๆ น่ะ? นายซ่อนอะไรไว้ใช่มั้ย?!” โซระเอ่ยอย่างมั่นใจว่าลางสังหรณ์ของตนเองนั้นถูกต้อง
สิ่งที่อยู่ใต้ตัวเขามันเปลี่ยนรูปร่างไป ริคุรู้ว่านั่นหมายถึงอะไร และผลักโซระให้ออกไปทันที
“นายเล่นมากไปแล้ว กลับบ้านได้แล้ว ฉันก็จะกลับเหมือนกัน” ชายหนุ่มพูดแล้วหันหลังกลับทันที
“อะไรเล่า?! นายซ่อนอะไรไว้ใช่มั้ยริคุ?!”
“ไม่มี” ริคุตอบเสียงเรียบ
“โกหก!!”
“ไม่ได้โกหก”
“แน่จริงก็เอามาให้ดูสิ!!!”
“อยากรู้นักเหรอ?!” ริคุหันกลับมา คว้าตัวโซระเข้ามาใกล้ ก่อนที่จะบดเบียดริมฝีปากอย่างเร่าร้อน
ลิ้นอุ่นสำรวจทั่วทุกมุมในช่องปากของอีกฝ่าย ไม่ฟังแม้แต่เสียงครางเบาจากลำคอเพื่อประท้วงการ
กระทำที่ไม่คาดคิดนี้
เวลาผ่านไปนานเท่าไร? หนึ่งนาที? สองนาที?? แต่โซระกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปเป็นชั่วโมง
ปอดกำลังจะไม่ลำเลียงออกซิเจนเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือดเพราะขาดอากาศหายใจ
จนกระทั่งริคุถอนริมฝีปากออก จึงจะเปิดโอกาสให้เขาหายใจได้
“นั่นแหละ สิ่งที่ฉันซ่อนอยู่” พูดจบ มือใหญ่ก็คว้ามือของโซระขึ้นมา แล้ววางผล Paupu ลงไปบนนั้น
“นายโยนมันทิ้งครั้งหนึ่ง จะโยนทิ้งอีกครั้งฉันก็ไม่ว่า ฉันแค่อยากจะให้ผลไม้งี่เง่านี่กับนายก็เท่านั้น
แต่นายไม่เคยเข้าใจอะไรเลยต่างหาก”
ริคุเดินจากไป แล้วฝนก็ตกลงมา
***************************************
ก๊อกๆๆ
“ค่า ใครน่ะ?”
“โซระ”
“แป๊บนะๆๆ” ไคริเปิดประตูให้โซระเดินเข้ามาในห้อง “ตายแล้ว! เป็นอะไรน่ะโซระ?! เปียกม่อล่อกม่อแลก
ท่าทางซังกะตายเหมือนผีเลย”
“ฉัน...ฉันอาจจะเป็นผีจริงๆ ก็ได้”
“พูดอะไรของนายน่ะ ฉันไม่รู้เรื่อง เข้ามานั่งก่อนมา” เธอพาโซระไปนั่งตรงข้างๆ เตียง ก่อนที่จะนำน้ำ
มาให้ดื่มเพื่อให้เด็กหนุ่มผ่อนคลายพร้อมกับผ้าเช็ดตัวผืนหนา โซระรับมันมาเช็ดผม หน้าตาและเสื้อผ้า
ที่เปียกชื้น จะกลับบ้านก็ไม่อยาก จะไปหาริคุก็ไม่กล้า มีไครินี่แหละที่เขายังไม่ก่อเรื่องให้
เด็กสาวสังเกตว่าในมือของโซระคือ Paupu fruit ในตำนาน เขาได้มาจากใครนั้นก็พอจะเดาๆได้ล่ะมั้ง
โซระไม่ได้พูดอะไร ไคริก็ไม่ได้คาดคั้น นั่งรอให้อีกฝ่ายนั่งเอ๋อๆลูบแก้วน้ำไปๆ มาๆจนกว่าจะมีอารมณ์เล่าเอง
“นี่...ไคริ” โซระเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“อะไร?”
“ถ้า... ไอ้ผลไม้นั่นน่ะ ถ้าเธอจะให้ใครสักคน เธอจะ... ฉันหมายถึง เธอมีคนที่จะให้หรือยัง?”
“อ๋อ Paupu fruit น่ะเหรอ” โซระพยักหน้าแทนคำตอบ แต่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาไคริ
“มีคนให้เธอมาใช่มั้ย?”
นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้นมองเด็กหญิงตรงหน้า ลางสังหรณ์ของพวกผู้หญิงนี่น่ากลัวแฮะ
เขาคิดพลางวาง Paupu Fruit ลงบนโต๊ะเตี้ยข้างๆ
“ไม่... คือ...”
“ฟังฉันนะ โซระ ฉันรู้ว่าใครให้นายมา”
“เธอรู้?”
ไคริพยักหน้า รับคำในลำคอ “ก็... ฉันว่าทุกคนรู้ เว้นแต่... นายเท่านั้นแหละ” สิ้นคำ ไคริรู้สึกเหมือนกับว่าี
มีเสียง บรึม! ดังอยู่ข้างๆ ก็ดูหน้าคนที่เธอสนทนาด้วยนั้นแดงไปไม่รู้ถึงไหน
“หมายความว่า... ทุกคนในกลุ่มรู้อยู่แล้ว”
“อือ”
“มีฉันไม่รู้คนเดียว”
“คือ... พวกฉันก็ว่าน่าจะให้เธอรู้ด้วยตัวเองดีกว่าไปบอกใช่ม้า... แต่ใครจะคิดว่าเธอจะบื้อขนาดนี้ล่ะ”
“เมื่อกี้ ฉัน... ริคุ...”
โซระเงียบเสียงไปเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งขึ้นบันไดมา ตรงมาที่ห้องของไคริ ก่อนที่ประตูจะเปิดผาง
พร้อมกับร่างของคนที่กำลังพูดถึงที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน
“ไคริ! โซระมาที่นี่...”
พูดยังไม่ทันจบคำ ร่างสูงก็สังเกตเห็นลูกหมา(?)ตัวเล็กๆ เจ้าของผมสีน้ำตาลทรงSpikyที่ขยับไปมา
ในเงามืดสลัวกำลังนั่งจ้องปากอ้าตาค้าง
“ริคุ...”
“ไอ้... เด็กบ้า!!!!! รู้มั้ยคนเค้าเป็นห่วงกันแค่ไหน แม่นายวิ่งมาบอกว่านายยังไม่กลับบ้านแ้ล้วมันก็มืดแล้ว
ถ้าจะมาบ้านไครินายก็... อุ๊ฟ!!” ไม่รู้ว่ามันเป็นวันซวยของริคุหรืออย่างไรหลังจากที่โดนโซระทั้งตบทั้งถอง
ทั้งถีบมาก็ต้องโดนไคริปาหมอนใส่
“หนวกหูชาวบ้านชาวช่องเขา! จะคุยก็ไปคุยกันเอง โซระไม่ต้องทำหน้าลูกหมาหูตกไปนู่นเลยประตูอยู่นู่น
คนที่นายต้องเคลียร์ด้วยอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องเห็นฉันเป็นไม้กันหมาบ้า” ว่าแล้วไคริก็กระทืบเท้าออกไปจาก
ห้องของเธอ (?) ทิ้งให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันตามลำพังในความเงียบ
ริคุยืนนิ่งอยู่หน้าประตูไม่พูดอะไร ส่วนโซระก็ก้มหน้าอย่างสำนึกผิดว่าไม่ยอมบอกแม่ว่าจะกลับบ้าน
แต่ต้นเหตุน่ะมันใครล่ะ?! ก็มายืนรบกวนจิตใจเขาอยู่ตรงหน้านี่แหละ! ที่มีออกให้นั่งถมเถไป
ห้องไคริก็ใช่ว่าจะแคบ ขยับตัวบ้างน่ะเป็นไหม?! พูดสักคำก็ได้สิว้อย!!!!!!!!!
“กลับบ้าน” สั้น เรียบ ง่าย ...โอเค สมกับเป็นริคุขึ้นมาหน่อย...
ไม่ใช่สิ!!!
ดวงตาสีน้ำตาลตวัดมองร่างสูงอย่างไม่พอใจ ที่นายควรจะพูดมันใช่เรื่องนี้รึไงฟะ?!?!
“....ได้ยินมั้ยโซระ? กลับบ้านได้แล้ว”
“...”
“โซระ?”
“ไม่เอา”
“!”
“จะอยู่นี่ ฝากบอกแม่ด้วย” เรื่องอะไรจะต้องกลับกับริคุ มีอยู่สองอย่างที่ต้องเจอแน่นอนคือ
ถ้าริคุไม่เงียบให้เขารู้สึกอึดอัดไปตลอดทาง ก็จะต้องโดนด่าที่ทำตัวงี่เง่า เรื่องอะไรจะต้องเสียทั้งขึ้นทั้งล่องล่ะ?
“อย่าทำตัวเป็นเด็กๆ ได้มั้ย? เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน มานี่...”
“ไม่ใช่เด็กนะ!!!” โซระลุกขึ้นยืน แผดเสียงลั่น
“โซระ?”
“ฉันอายุน้อยกว่านาย แต่ฉันไม่ใช่เด็กนะ!! นายทำตัวเหมือนนายเป็นผู้ใหญ่ซะเต็มประดา ตัวเองก็แก่กว่าฉัน
แค่ปีสองปี อย่ามาทำเป็นออกคำสั่งกับฉันหน่อยเลย!!”
โครม!
ริคุรวบข้อมือโซระไว้แล้วดึงให้ร่างเล็กกระแทกกับประตูห้อง ตนเองยืนคร่อมไว้ ใบหน้าคมบิดเบี้ยว
ด้วยความโกรธ
“ถ้าไม่รู้จักพูดโดยไม่คิดก็คือเด็ก! ฉันไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ใหญ่โซระ!! นายอาจจะเป็นฮีโร่ที่ปกป้องโลก
แต่นายต้องเรียนรู้จักโลกอีกมาก!ฉันผ่านอะไรมามากกว่านายเยอะ นายเข้มแข็ง ใช่!แต่นายยังอ่อน
ประสบการณ์ แล้วสิ่งที่นายกำลังทำอยู่ มันไม่ได้เรียกว่าเด็กแล้วจะเรียกว่าอะไร?!?!”
โซระนิ่ง สายตามองต่ำลงไปข้างล่าง ขากางเกงของริคุเปรอะเปื้อนโคลนไปจนถึงเข่า แสดงว่าอีกฝ่าย
ต้องวิ่งย่ำอยู่ในสายฝนเพื่อตามหาเขางั้นหรือ? แล้วแม่จะเป็นห่วงไหม? (Perfectzeal : อาจจะไม่
แกยังหนีไปที่อื่นตั้งนาน อย่าลืมดิ) คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกผิด ยิ่งรู้สึกผิดน้ำตาก็พาลจะไหลเอาดื้อๆ จะว่าริคุ
ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่แต่...
“โซระ?” น้ำเสียงทุ้มอ่อนโยนขึ้น คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา
ปากก็เบะเหมือนกับทำนบจะพัง ริคุจะโกรธต่อก็โกรธไม่ออก ได้แต่รวบตัวโซระมากอด
“ไม่ต้องร้อง ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้รู้ไหม?”
“ก็... ก็... ก็นายนั่นแหละผิด!”
“หือ?” ริคุเลิกคิ้ว จะโดนอีกเหรอวะเนี่ย?
“นายทำแ่ต่เรื่องที๋ฉันไม่เข้าใจ มีเรื่องอะไรก็อมพะนำทำตัวเป็นพวกลัทธิรักษาความลับ แล้วก็... แล้วก็...”
ไม่ใช่ทำแต่เรื่องที่นายไม่เข้าใจ นายมันเข้าใจอะไรช้าต่างหาก
ริคุได้แต่แย้งอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป ก็คนตรงหน้าเขาร้องไห้อยู่นี่ คนร้องไห้ย่อมถูกเสมออยู่แล้ว เฮ้อ...
“ฉันต้องพูดชัดๆ ใช่มั้ยนายถึงจะเข้าใจ?” ริคุเอ่ยถาม โซระจึงเงยหน้าขึ้นมามองก่อนที่จะพยักหน้าหงึกหงัก
2-3 ที
อะไรจะช้าปานนี้นะ ชายหนุ่มคิด เอาเถอะ นี่คงเป็นส่วนที่น่ารักของโซระที่ทำให้เขา...
“โซระ ฟังดีๆ นะ” ร่างสูงระบายลมหายใจออกยาว แต่ยาวมากไม่ได้เมื่อลูกหมาในอ้อมแขนเขาเริ่มจะ
เบะปากอีกแล้ว “ฉันไม่พูดซ้ำนะ” โซระพยักหน้า โอเค สัญญาณตอบรับเรียบร้อย “ฉันชอบนาย”
1... ก็อึ้งอ่ะ
2... ก็ยังอึ้งอยู่
3... หูฉันไม่ได้ฝากไปใช่ม้ายยยยยยยยยยยยย?!?!?!
หัวสมองของโซระกำลังคาดเค้นการประมวลผลให้ออกมาอย่างเร็วที่สุด แต่ก็ได้ไม่ทันใจริคุอยู่ดีน่ะแหละ
“นายเข้าใจที๋ฉันพูดมั้ย?”
“ค...คือ นายว่า...?”
“ฉันจะบอกว่า ฉันรู้สึกกับนายไม่ใช่แค่เพื่อน ไม่ใช่แค่เด็กงี่เง่าข้างบ้าน นั่นคือเหตุผลกับสิ่งที่ฉันทำไปทั้งหมด”
ประสาทการรับรู้ของโซระชาด้านไปหมด เขาว่าเขาไม่ได้หูฝาด สมองก็ยังประมวลผลได้เหมือนเดิม
จริงหรือที่ริคุเก็บงำความรู้สึกนี้มาตลอด
“แล้วผลไม้นั่น...?”
“ก็ตำนานมันว่าไงล่ะ?”
ถึงเท่านี้ โซระก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด แม้จะยังอึ้งอยู่บ้างก็เถอะนะ เขารู้ว่าริคุนั้นพิเศษ ไม่ใช่เพื่อนธรรมดา
อย่างที่คนอื่นเป็น แต่ความรู้สึกนี้ มันชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อริคุพูดคำนั้นออกมา
“เข้าใจแล้ว...”
“?”
“ฉันก็คง... เรียกว่าชอบได้มั้ยอะ?”
ร่างสูงนิ่ง ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา แล้วลากคนตัวเล็กกว่าเข้ามากอดหนักๆ ทั้งๆ ที่ตัวยังเปียก
โชกอยู่อย่างนั้น
ปังๆๆ!!
“นี่! คุยกันเสร็จแล้วมาเช็ดบ้านให้ด้วยนะยะ!! เปียกไปหมดแล้ว”
ทั้งคู่มองสภาพพื้นห้อง จริงสินะ ริคุก็เข้ามาทั้งๆ ที่ขาก็เปื้อนทั้งฝนทั้งโคลน โซระก็ไม่แพ้กันเท่าไหร่
ไคริจะโกรธขนาดไหนนะ ถ้ามาเห็นสภาพห้องที่น่าจะแย่กว่าข้างนอกมาก
“ไคริว่าแล้วนะริคุ”
“อืม...” ริคุขานรับในลำคอ ซุกใบหน้าลงกับซอกคอระหง แนบริมฝีปากกับพวงแก้มนุ่ม ปลายจมูก
ก่อนที่จะลงมาจรดกับริมฝีปากบาง
จูบนี้ไม่ได้เร่งเร้าเหมือนครั้งเมื่อกลางวัน แต่เป็นจูบที่รวมความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายไว้ด้วยกัน
จนกระทั่งไคริมาทำลายบรรยากาศหวานๆ นี้... แตกละเอียด
“ไม้ถูพื้นกับผ้าเช็ดพื้นอยู่หน้าห้องนะ! มาหยิบไปแล้วเอาไปเช็ดได้แล้ว!!”
*~The End~*
edit @ 3 Nov 2007 21:41:23 by tear